เวียนนา: เรื่องเล่าการยื่นวีซ่าและการเดินทางของคู่รักไทย
ผมชื่อ ภพ ทำงานประจำในบริษัทเอกชนที่กรุงเทพฯ ส่วนภรรยาผมชื่อ เมย์ เป็นเจ้าของธุรกิจเล็ก ๆ ออนไลน์ เราสองคนเป็นคู่รักที่มีความฝันร่วมกันคืออยากเดินทางไปเห็นโลกกว้างทีละเมือง ทีละประเทศ และบันทึกประสบการณ์เหล่านั้นลงบล็อก thaninthonvisa.com เพื่อแบ่งปันกับใครหลาย ๆ คนที่มีฝันเหมือนเรา
ทริปนี้เราตั้งใจเลือก เวียนนา (Vienna) เมืองหลวงของออสเตรีย เมืองที่เต็มไปด้วยดนตรีคลาสสิก พระราชวัง และกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อเวียนนา ผมกับเมย์จะนึกถึงเสียงเปียโนของโมซาร์ท บรรยากาศของพระราชวังเชินบรุนน์ และคาเฟ่เก่าแก่ที่ผู้คนมานั่งจิบกาแฟพร้อมเค้กช็อกโกแลต Sachertorte
แต่กว่าที่เราจะได้เดินทาง ก็ต้องเริ่มจาก “ภารกิจยื่นวีซ่า” ก่อนเสมอ
การยื่นวีซ่าเชงเก้นที่สถานทูตออสเตรียในกรุงเทพฯ
การจะไปออสเตรียต้องยื่น Schengen Visa เช่นเดียวกับฝรั่งเศส เยอรมนี หรืออิตาลี เราต้องยื่นผ่าน VFS Global ที่เป็นตัวแทนของสถานทูตออสเตรียในกรุงเทพฯ
เอกสารที่เราสองคนเตรียมมีดังนี้:
- หนังสือเดินทางที่เหลืออายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือน
- รูปถ่ายพื้นหลังขาว 2 ใบ
- แบบฟอร์ม Schengen Visa กรอกครบถ้วน
- ใบจองตั๋วเครื่องบินไป–กลับ (เราจองผ่านเอเจนซี่เพราะต้องใช้ยื่นก่อนซื้อจริง)
- ใบจองโรงแรมในเวียนนา — เราเลือกโรงแรมเล็ก ๆ แถว Inner Stadt (ใจกลางเมืองเก่า)
- ประกันการเดินทางที่คุ้มครอง 30,000 ยูโร
- หลักฐานทางการเงิน: statement ย้อนหลัง 6 เดือน
- เอกสารการทำงานของผม (จดหมายรับรองงาน, สลิปเงินเดือน)
- เอกสารธุรกิจของเมย์ (ทะเบียนพาณิชย์, ภาพถ่ายร้านค้าออนไลน์, รายรับ-รายจ่าย)
- เอกสารแสดงความผูกพันกับไทย เช่น โฉนดบ้านและทะเบียนบ้าน
ขั้นตอนการนัดคิวไม่ยาก เข้าเว็บ VFS เลือกวันและเวลา เสาร์เช้าเราสองคนก็ไปยื่นพร้อมกัน วันนั้นคนเยอะพอสมควร แต่เจ้าหน้าที่ทำงานเป็นระบบ หลังยื่นเสร็จก็เก็บลายนิ้วมือ ถ่ายรูป และบอกให้รอผลประมาณ 10–15 วันทำการ
วันหนึ่งเมย์ได้รับ SMS แจ้งว่า “หนังสือเดินทางพร้อมรับแล้ว” เรารีบไปที่ VFS และเมื่อเปิดซองออกมาเห็นวีซ่าผ่าน… หัวใจเราเต้นแรงเหมือนเด็กที่เพิ่งได้ของขวัญ เราสองคนมองหน้ากันแล้วพูดพร้อมกันว่า “เวียนนา เรากำลังจะไปหาเธอ”
วันแรก: การเดินทางและการพบเจอครั้งแรกกับเวียนนา
เครื่องบินจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง พอถึงสนามบิน Vienna International Airport เรานั่งรถไฟ S-Bahn เข้าเมือง ระหว่างนั่งรถไฟ ภายนอกหน้าต่างเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าและบ้านหลังเล็ก ๆ ที่เหมือนภาพวาด
โรงแรมของเราตั้งอยู่แถวใจกลางเมืองเก่า เดินออกมาก็เจอโบสถ์เซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Cathedral) ที่หอสูงโดดเด่นบนท้องฟ้า
คืนแรกเราแค่อยากเดินช้า ๆ ไปตามถนนหินโบราณ แสงไฟส้มจากโคมถนนสะท้อนบนกระจกหน้าต่างร้านค้า ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในฉากหนังยุโรปเก่า
มื้อแรกเราเลือกกินที่ร้าน Gasthaus Pöschl ร้านอาหารออสเตรียแท้ ๆ ที่เพื่อนแนะนำ เราสั่ง Wiener Schnitzel (หมูชุบเกล็ดขนมปังทอด) เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งสลัด รสชาติเรียบง่ายแต่ทำให้เข้าใจว่า “นี่แหละคือออสเตรีย”
วันที่สอง: พระราชวังเชินบรุนน์และเสียงดนตรี
ตื่นเช้ามาอากาศสดชื่น เรานั่งรถไฟใต้ดินไป พระราชวังเชินบรุนน์ (Schönbrunn Palace) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดในเวียนนา ตัวพระราชวังสีเหลืองทองอลังการ สวนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
เราเดินชมภายในห้องโถงที่เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา และพระนางซิซี่ ความวิจิตรของเพดาน ภาพเขียน และเฟอร์นิเจอร์โบราณทำให้รู้สึกเหมือนได้เดินทางย้อนเวลากลับไป
หลังจากเดินจนเหนื่อย เราแวะดื่มกาแฟที่คาเฟ่ภายในพระราชวัง เมย์สั่ง Cappuccino ส่วนผมสั่ง Melange (กาแฟสไตล์เวียนนา) คู่กับเค้กแอปเปิ้ล Strudel หวานหอม
ตอนเย็นเรามีโอกาสไปชมคอนเสิร์ตคลาสสิกที่ Musikverein ฮอลล์ดนตรีที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ฟังเสียงวอลทซ์ของสตรอสส์ดังขึ้น น้ำตาเมย์คลอเบ้า เธอบอกว่า “มันคือความฝันที่เป็นจริง”
วันที่สาม: Inner Stadt และคาเฟ่เวียนนา
วันนี้เราใช้เวลาสำรวจย่านเมืองเก่า Innere Stadt — ถนนแคบ ๆ ปูด้วยหินโบราณ อาคารบาร็อกที่สวยราวกับพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง
เราขึ้นไปบนหอคอยของโบสถ์ St. Stephen’s Cathedral มองเห็นวิวเวียนนาแบบพาโนรามา หลังคาลายโมเสกหลากสีคือสิ่งที่ตรึงตา
กลางวันเราแวะร้าน Café Central คาเฟ่เก่าแก่ที่เคยเป็นที่นั่งของนักคิดนักเขียนระดับโลกอย่าง Trotsky และ Freud เราสั่ง Sachertorte (เค้กช็อกโกแลตชื่อดังของออสเตรีย) กับกาแฟรสเข้ม กลิ่นโกโก้และครีมสดละลายในปากเหมือนบทกวี
ช่วงบ่ายเราเดินเล่นที่ Graben Street ถนนช้อปปิ้งกลางเมือง และแวะเข้าร้าน Julius Meinl ซื้อชากับกาแฟกลับไทย
วันที่สี่: ศิลปะที่ Belvedere และรสชาติ Wiener Würstel
เช้าวันนี้เราไป พระราชวังเบลเวเดียร์ (Belvedere Palace) ซึ่งเก็บผลงานศิลปะอันล้ำค่า โดยเฉพาะภาพ The Kiss ของ Gustav Klimt ที่ทุกคนต้องมาดูให้ได้ ภาพนั้นส่องประกายสีทองราวกับมีชีวิตจริง ๆ
กลางวันเราเดินไปกินไส้กรอกชื่อดังของเวียนนา Würstelstand Bitzinger ใกล้โรงละครโอเปร่า — เราสั่ง Käsekrainer (ไส้กรอกชีส) กัดคำแรกชีสทะลักหอมมัน กินคู่กับมัสตาร์ดและขนมปัง เป็นมื้อกลางวันที่แสนเรียบง่ายแต่ฟินสุด ๆ
ตอนเย็นเราไปเดินเล่นริมแม่น้ำดานูบ ลมพัดเย็น เสียงนักดนตรีเปิดหมวกเล่นแซกโซโฟน ทำให้ค่ำคืนเวียนนามีเสน่ห์ไม่แพ้กลางวัน
วันที่ห้า: วันแห่งพิพิธภัณฑ์
เวียนนามีพิพิธภัณฑ์มากมาย วันนี้เราเลือกไปที่ Kunsthistorisches Museum (พิพิธภัณฑ์ศิลปะประวัติศาสตร์) อาคารใหญ่โตสวยงามเหมือนพระราชวัง มีภาพเขียนของ Rembrandt, Rubens และ Vermeer ให้เดินชม
บ่ายเราเดินต่อไปที่ Albertina Museum เพื่อดูคอลเลกชันภาพพิมพ์และผลงานของ Monet, Picasso และ Dürer
เย็นวันนั้นเราเลือกทานอาหารที่ Figlmüller ร้านดังเรื่อง Schnitzel ขนาดใหญ่เท่าใบหน้า เมย์หัวเราะเมื่อเห็นจานตรงหน้า “นี่ไม่ใช่ชิ้น นี่คือภูเขา” เธอบอก
วันที่หก: Naschmarkt และยามค่ำที่ Prater
เช้านี้เราไปเดินตลาด Naschmarkt ตลาดที่เก่าแก่และคึกคักที่สุดในเวียนนา เต็มไปด้วยแผงขายผลไม้สด เนื้อ ชีส และขนมท้องถิ่น เราลองชิม Olives และชีสแบบต่าง ๆ พร้อมซื้อขนมปังกลับไปกินระหว่างเดินทาง
กลางวันเราแวะร้านเล็ก ๆ ในตลาด สั่ง Goulash ร้อน ๆ รสเข้มข้น กินกับขนมปังสดใหม่
ค่ำเรานั่งรถรางไป สวนสนุก Prater เพื่อขึ้นชิงช้าสวรรค์ Riesenrad ที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 มองเห็นแสงไฟของเวียนนากระพริบระยิบระยับ — เป็นภาพสุดโรแมนติกที่เราจะไม่มีวันลืม
วันที่เจ็ด: วันสุดท้ายและการลา
วันสุดท้ายเราเลือกเดินเล่นช้า ๆ รอบเมือง ซื้อของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น Mozartkugel (ช็อกโกแลตไส้พิสตาชิโอ) และไวน์ออสเตรียกลับไทย
มื้อสุดท้ายเรานั่งที่ร้าน Plachutta Wollzeile ร้านอาหารออสเตรียเก่าแก่ เราสั่ง Tafelspitz (เนื้อต้มเสิร์ฟกับน้ำซุป ผัก และซอสแอปเปิ้ล) รสชาติกลมกล่อมและละมุนจนเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นอาหารประจำชาติ
เมื่อเรานั่งรถไฟกลับไปสนามบิน ความรู้สึกในใจเต็มไปด้วยทั้งความสุขและความโหยหา — เมย์พูดว่า “เวียนนาไม่ใช่แค่เมืองแห่งดนตรี แต่คือเมืองที่ทำให้เรารักชีวิตมากขึ้น”
บทส่งท้าย
การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราได้เห็นพระราชวังและศิลปะที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังทำให้เราสองคนได้รู้ว่าการนั่งจิบกาแฟในคาเฟ่เงียบ ๆ การกินไส้กรอกร้อน ๆ ริมถนน หรือการฟังเพลงคลาสสิกในฮอลล์อันงดงาม ล้วนมีค่าไม่แพ้กัน
เวียนนาสอนให้เรา “ใช้ชีวิตช้าลง” และฟังเสียงหัวใจของตัวเองมากขึ้น — สำหรับคู่รักชาวไทยอย่างเรา นี่คือทริปที่ตราตรึงในใจไปตลอดกาล
